วิถีแห่งการเรียนรู้และการค้นพบสัจจะของธรรมชาติ

   

ศิลปกรรมร่วมสมัยของไทยที่ก่อตั้งเป็นบรรยากาศทางศิลปะทั้งในด้านการเรียนรู้และการแสดงออกเริ่มจากมหาวิทยาลัยศิลปากรซึ่งเป็นสถาบันสอนศิปะในแนวทางการศึกษาศิลปะแบบตะวันตก สถาบันแรกในเมืองไทย และผู้ที่วางรากฐานทางด้านวิชาการก็คือ ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ประติมากรเอกจากประเทศอิตาลี ศิลปินไทยส่วนใหญ่ในสมัยนั้นเป็นลูกศิษย์ของท่านและผลงานศิลปะที่นำออกแสดงมีแนวทางการสร้างสรรค์จากพื้นฐานทางวิชาการเช่นเดียวกับในสถาบันศิลปะแห่งกรุงโรม

 

แนวคิดและรูปแบบศิลปะสมัยใหม่ของตะวันตกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 ได้มีอิทธิพลต่อศิลปกรรมร่วมสมัยของไทยในยุคนั้นด้วย เมื่อประเทืองเข้ามาอยู่ในวิถีทางของศิลปินอิสระนั้น เขาได้อาศัยบรรยากาศของวงการศิลปะในมหาวิทยาลัยศิลปากร การแสดงงานศิลปกรรมแห่งชาติ และการจัดนิทรรศการงานศิลปะของศิลปิน เป็นเสมือนหนึ่งแรงกระตุ้นแห่งการแสวงหาความรู้เบื้องต้นในการทำงานศิลปะของเขา

 

ศิลปินไทยในสมัยนั้นที่เป็นลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี และมีส่วนในการสร้างสรรค์พัฒนางานศิลปะของประเทืองก็คือ อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ อาจารย์สวัสดิ์ ตันติสุข และอาจารย์ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ ประเทืองมีความชื่นชมในอุดมการณ์ของอาจารย์เฟื้อ ในการที่ท่านเสียสละอุทิศตนให้กับการสร้างสรรค์งานศิลปะโดยไม่หวังอามิสสินจ้าง สำหรับอาจารย์สวัสดิ์ ประเทืองรู้สึกชื่มในความเป็นศิลปินที่ทำงานจริงจังต่อเนื่องโดยตลอด และผลงานมีคุณค่าของความเป็นศิลปะร่วมสมัย ส่วนอาจารย์ไพบูลย์นั้น ท่านเป็นศิลปินที่ประเทืองได้มีโอกาสใกล้ชิดสนิทสนม และเป็นผู้ที่ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับวิถีทางของศิลปะทีมีปรัชญาชีวิตและธรรมชาติเป็นองค์ประกอบของการสร้างสรรค์

 

ช่วงเวลาที่ประเทืองเริ่มต้นก้าวเดินอยู่ในวิถีทางศิลปะนั้น นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะว่าร้านจำหน่ายหนังสือในกรุงเทพฯ ได้สั่งหนังสือศิลปะจากตะวันตกเข้ามาจำหน่าย ประเทืองจึงได้มีโอกาสได้รับรู้สาระเรื่องราวของศิลปตะวันตกในแต่ละยุคสมัย ทั้งในด้านรูปแบบและเนื้อหา ซึ่งเป็นพื้นฐานให้เขาเข้าใจคุณค่าสากลของศิลปะสมัยใหม่และสามารถแยกแยะคุณค่าทางความงามและการแสดงออกของศิลปตะวันตกได้

 

ในบรรดาศิลปินตะวันตก ประเทืองประทับใจศิลปินอิตาเลียนสมัยเรอเนสซองส์ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่งได้แก่ ไมเคิล แองเจโล ลีโอนาร์โด ดาวินซี และบอตติเชลลี่ เป็นอย่างมาก นอกจากศิลปินอิตาเลียนแล้ว ประเทืองก็มีความประทับใจปิเตอร์ พอล รูเบนส์ ศิลปินชาวฟลานเดอร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 16 และฟรานซิสโก โกย่า ศิลปินชาวสเปนผู้เป็นนักปฎิวัติสังคมในคริสต์ศตวรรษ ที่ 18

 

ในขณะเดียวกัน ประเทืองมีก็มีความสนใจปรัชญาและศิลปปะของตะวันออก ซึ่งดำเนินอยู่ในวัฒนธรรมสายตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรัชญาและศิลปะของจีนและอินเดีย ประเทืองซาบซึ้งปรัชญาของอินเดียในคำสอนที่ว่า มนุษย์จะบรรลุคุณค่าสูงส่งในการงานได้ก็ด้วยการสละความยึดติดในสิ่งทั้งปวง โดยมุ่งแสวงหาคุณค่าแห่งสัจธรรมและคุณธรรม และเขาประทับใจงานจิตรกรรมของจีนโบราณที่ได้ให้กำเนิดรูปแบบพิเศษ อันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในโลกของการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมของชาวตะวันออก ซึ่งรูปแบบพิเศษนี้ได้ให้อิทธิพลต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะของโลกตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

 

ความรู้ทางศิลปะที่ประเทืองค้นคว้าจากตำรับตำรานี้ ทำให้เขามองเห็นวิถีทางและวิวัฒนาการของศิลปะจากสมัยหนึ่งไปสู่อีกสมัยหนึ่งด้วย นอกเหนือไปจากการที่ศิลปะแสดงอารมณ์ความรู้สึกอันลึกซึ้งของศิลปิน บอกเล่าถึงขนบธรรมเนียมประเพณี พรรณนาถึงสภาวะแวดล้อม และบันทึกเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ประเทืองได้เข้าถึงคุณค่าที่แท้จริงของศิลปะทั้งตะวันตกและตะวันออก และทำให้เขาสามารถกำหนดมาตรฐานร่วมที่เป็นคุณค่าสากลของงานศิลปะได้

 

นอกจากได้เรียนรู้ศิลปะจากตำรับตำราแล้ว ประเทืองได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการเรียนรู้จากธรรมชาติอย่างจริงจังมาโดยตลอด สาเหตุที่เขาออกไปเรียนรู้กับธรรมชาตินั้น เกิดจากความคิดที่ว่าเมื่อตัวเขาไม่มีโอกาสได้ศึกษาศิลปะจากสถาบันแล้ว แหล่งที่ให้กำเนิดความรู้สำหรับการสร้างสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่างก็คือธรรมชาติ การเรียนรู้โดยตรงจากธรรมชาติจะทำให้เข้าถึงสัจจะของธรรมชาติและจะก่อให้เกิดคุณสมบัติที่สามารถนำมาสร้างสรรค์งานศิลปะได้อย่างไม่รู้จบสิ้น

 

เมื่อประเทืองออกไปเรียนรู้และเฝ้าสังเกตพิจารณาดูธรรมชาตินั้น เขาได้พบว่า ธรรมชาติได้ให้คำตอบถึงวิธีการสร้างสรรค์งานศิลปะ คือ ให้ความเข้าใจต่อสภาวะที่เป็นรูปและเป็นนาม และความสัมพันธ์ที่ธรรมชาติมีต่อชีวิต ความเข้าใจนี้เองที่ทำให้ประเทืองได้พลังในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ได้ประจักษ์ถึงคุณสมบัติที่แฝงเร้นอยู่ในรูปและนามอันมีลักษณะหลากหลายไม่มีที่สิ้นสุด และได้พบปัจจัยสำคัญคือความอิสระ ซึ่งเปรียบเสมือนหนึ่งวิถีที่นำกระบวนการของการเรียนรู้จากประสบการณ์ธรรมชาติทั้งหมดออกมาเป็นการงานสร้างสรรค์

 

ในการเรียนรู้กับธรรมชาติ สิ่งที่ประเทืองสนใจและมุ่งศึกษาเป็นพิเศษก็คือ ดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของพลังความสว่างโชติช่วง ผืนแผ่นดินซึ่งรอบรับและให้กำเนิดสรรพชีวิต อากาศบริสุทธิ์ซึ่งหล่อเลี้ยงโลกทั้งมวล พื้นที่ว่างซึ่งเป็นของ กาลอากาศ และกระแสน้ำซึ่งให้ความสดชื่นและพลังในการดำรงชีวิตอยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบของธรรมชาติเช่นเกียวกับธาตุสี่ คือ ดินน้ำ ลม ไฟ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของรูปหรือกายของสรรพสิ่งที่มีชีวิต

 

ด้วยการเรียนรู้และด้วยการเฝ้าสังเกตพิจารณาดูธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ประเทืองจึงมองเห็นรูปธรรมขององค์ประกอบที่สำคัญของธรรมชาติอย่างชัดแจ้ง และนอกจากมองเห็นรูปธรรมแล้ว เขายังได้ประจักษ์ถึงนามธรรมหรือคุณธรรมของสิ่งเหล่านี้ด้วย รูปธรรมและนามธรรมนี้ดำรงอยู่ร่วมกันในธรรมชาติ ประสานสัมพันธ์ประกอบกันขึ้นเป็นสกลจักรวาลที่คอยเกื้อกูลและอำนวยประโยชน์ให้กับสรรพชีวิต เมื่อธรรมชาติประกอบขึ้นด้วยคุณสมบัติสองประการนี้ ชีวิตทั้งมวลในธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ก็ประกอบขึ้นด้วยคุณสมบัติสองประการเช่นกัน

 

และไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาสักเท่าไร คุณสมบัติของธรรมชาติและคุณสมบัติของมนุษย์จะสอดคล้องสัมพันธ์กันโดยไม่มีวันเปลี่ยนแปลง สิ่งนี้เป็นสัจจะของธรรมชาติที่ดำรงอยู่เป็นนิรันดร์ และมนุษย์จะใช้อารมณ์ความรู้สึกหรือจิตวิญญาณที่หยั่งถึงพุทธิปัญญาเป็นเสมือนหนึ่งกุญแจไขสัจจะนี้ออกมาให้เป็นที่ประจักษ์และถ่ายทอดออกมาในรูปของงานสร้างสรรค์ ในเมื่อธรรมชาติและสรรพชีวิตประกอบขึ้นด้วยรูปและนาม งานศิลปะของศิลปินก็จะต้องประกอบขึ้นด้วยรูปและนามเช่นกัน ในความคิดของประเทืองนั้น หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว งานศิลปะจะสมบูรณ์ด้วยความงามในขั้นสัจจะไม่ได้เลย


 

 


ประวัติชีวิต | งานศิลปะ | งานบทกวี | หนังสือศิลปะ |

ติดต่อ | สมุดเยี่ยมบันทึก | หน้าแรก