อาชีพช่างเขียน

 




ประเทืองออกจากโรงเรียนมาทำงานเพื่อหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว ในวัยที่มีอายุ 14 ปี เขารับจ้างทำงานทุกประเภทเท่าที่สามารถจะทำได้ เช่น เป็นลูกมือช่างตีเหล็ก เป็ฯลูกจ้างในร้านขายกาแฟ และช่วยมารดาขายขนมและผลไม้ เมื่อายุได้ 16 ปี พี่ชายซึ่งเป็นช่างเขียนภาพโฆษณาได้ชักชวนให้ไปฝึกงานช่าง ประเทืองจึงได้เข้าฝึกฝนงานในบริษัทโฆษณาที่มีชื่อเสียงโดยเป็นลูกมือช่างเขียนภาพโฆษณา

 

ประเทืองผ่านการฝึกฝนงานช่างด้วยความมุ่งมั่นอยู่ประมาณสามปี จึงได้เป็นช่างเขียนประจำของบริษัท ประสบการณ์จากการทำงานทำให้ประเทืองมีความสามารถในเชิงช่าง ทั้งในด้านการร่างภาพ การเขียนภาพสีน้ำมัน และการใช้เทคนิคต่าง ๆ เมื่อ อายุ 19 ปี ด้วยความรอบรู้ในงานช่างอย่างครบถ้วน และด้วยการทำงานหนักอย่างทุ่มเทชีวิตจิตใจ ประเทืองก็ได้เลื่อนฐานะเป็นหัวหน้าช่างเขียนของบริษัท

 

ในช่วงที่ทำงานอยู่ที่บริษัทโฆษณานี้  ประเทืองมีโอกาสได้วาดรูปในเชิงช่าง  อย่างหลากหลาย ด้วยเหตุที่ว่า บริษัทรับจ้างโฆษณางานทุกประเภท ภาพที่วาดจึงมีทั้งภาพที่เป็นทิวทัศน์และที่เป็นรูปวัตถุเพื่อการโฆษณา ประสบการณ์ในเชิงช่างดังกล่าวนี้ ทำให้ประเทืองเข้าถึงคุณค่าความงามทั้งศิลปะของภาพเขียนในระดับพื้นฐาน

 

ประเทืองทำงานเป็นหัวหน้าช่างเขียนได้สองปี แม้ว่างานจะมั่นคงและรายได้จะดี แต่เขาก็มีความรู้สึกอยากเปลี่ยนงานใหม่ เพราะตลอดเวลาห้าปีที่เขาทำงานอยู่ในบริษัทโฆษณานั้น ชีวิตการทำงานซ้ำซาก จำเจ และอยู่ในวงจำกัด เขาต้องการจะออกไปอยู่ในโลกที่กว้างกว่า ที่ซึ่งเขาจะได้พบกับสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ และจะมีโอกาสได้พัฒนาความสามารถให้ทวีขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2497 ประเทืองจึงลาออกจากบริษัทโฆษณา มาประกอบอาชีพเป็นช่างเขียนอิสระ เขียนรูปโฆษณาภาพยนตร์ตามโรงภาพยนตร์ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ตลอดระยะเวลาแปดปีที่ประเทืองทำงานอยู่ในแวดวงธุรกิจบันเทิงนั้น วิถีชิวตของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย

 

ยุคนั้นเป็นยุคทองของภาพยนตร์ฮอลลีวูด และเป็นยุคเฟื่องฟูของภาพยนตร์ไทย คุณค่าในทางสร้างสรรค์ของภาพยนตร์ต่างประเทศได้มีส่วนยกระดับการรับรู้ถึงคุณค่าของศิลปะให้กับประเทือง ผู้ซึ่งอยู่ในวัยหนุ่มและเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาความรู้ใส่ตัว ตลอดวเลาแปดปีนี้ ประเทืองมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์ดี ๆ มากมาย ซึ่งในภาพยนตร์เหล่านั้น สาระของศิลปะทุกแขนงไม่ว่าดนตรี วรรณกรรม จิตรกรรม ศิลปะการแสดง ตลอดจนปรัชญาชีวิตที่แทรกอยู่ในภาพยนตร์ได้ซึมซับเข้ามาในจิตใจของเขา ประเทืองจึงมองเห็นคุณค่าของศิลปะที่มีต่อชีวิต และทวีความสนใจในการแสวงหามากขึ้น

 

เขาเริ่มสนใจไปดูภาพเขียนในการแสดงนิทรรศการศิลปะ ไปฟังดนตรีตามที่แสดงต่าง ๆ และอ่านหนังสือทุกประเภท เพื่อเพิ่มพูนความรู้และเปิดโลกทัศน์ให้กับชีวิต ความรู้ทางศิลปะของประเทืองจึงเพิ่มทวีขึ้น และทำให้เขาได้ประจักษ์ว่า งานศิลปะทุกแขนงมีส่วนในการพัฒนาความคิด และอารมณ์ความรู้สึกให้กับเขามากกว่าสิ่งอื่น ๆ ทางวัตถุที่เป็นความนิยมของสังคมในขณะนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า การที่ประเทืองได้คลุกคลีอยู่ในวงการภาพยนตร์เป็นเวลาอันยาวนานนั้น ก็เท่ากับว่า เขาได้เข้าศึกษาอยู่ในสถาบันศิลปะขั้นพื้นฐานนั่นเอง

 


ประวัติชีวิต | งานศิลปะ | งานบทกวี | หนังสือศิลปะ |

ติดต่อ | สมุดเยี่ยมบันทึก | หน้าแรก