วิวัฒนาการของแนวทางสร้างสรรค์งานศิลปะ

 

 


 

นับแต่ประเทืองได้เริ่มต้นก้าวแรกในวิถีทางของศิลปินอิสระมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ งานศิลปะของเขาได้วิวัฒนาการไปพร้อมกับลำดับแห่งการก้าวเดินของเขา ในช่วงแรกของความเป็นศิลปินอิสระ ประเทืองได้สร้างสรรค์งานศิลปะโดยอาศัยเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขาเอง เรื่องราวของสังคมที่แวดล้อมตัวเขาอยู่ และเรื่องราวที่เป็นเหตุการณ์รุนแรงของโลก คือการสงคราม ซึ่งได้นำความทุกข์ยากและปัญหานานัปการมาสู่มนุษย์

 

ประเทืองได้ให้ความสนใจกับเรื่องราวเหล่านี้เป็นพิเศษ เพราะเขามีความเห็นว่า งานศิลปะที่ดีนั้นจะต้องมีส่วนในการแก้ปัญหาให้กับมนุษย์ โดยการสะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดของมนุษย์ และในขณะเดียวกัน ก็จะต้องชี้นำความถูกต้องให้แก่มนุษย์ด้วย งานศิลปะในระยะเรกของประเทืองจึงมีแนวทางการสร้างสรรค์ในลักษณะนี้ และมีรูปแบบเช่นเดียวกับรูปแบบของศิลปะร่วมสมัยซึ่งมีความเป็นสากล

 

ประเทืองได้สร้างสรรค์งานศิลปะในแนวทางเช่นนี้ควบคู่กับการเรียนรู้จากธรรมชาติอยู่หลายปี  และในช่วงเวลานี้เองที่เขาเริ่มประจักษ์ถึงสาระและคุณค่าของธรรมชาติที่มีต่อชีวิต ความประจักษ์แจ้งในธรรมชาติทำให้ประเทืองมีความสุข มีการมองโลกในแง่ดี มีความเชื่อในคุณความดีอันเป็นสาระสำคัญของชีวิต และทำให้เขาได้แนวคิดที่จะสร้างสรรค์งานศิลปะในรูปแบบใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดจากการผสานสอดคล้องระหว่างสิ่งที่เขารับรู้จากธรรมชาติกับสิ่งที่มีอยู่ในตัวเขาเอง

 

รูปแบบใหม่นี้เป็นรูปแบบเฉพาะตนที่ไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางวิชาการของศิลปะใด ๆ ทั้งสิ้น และไม่อยู่ในทฤษฏีของศิลปินผู้ใดด้วย แต่เป็นวิธีการเฉพาะของเขาซึ่งเต็มไปด้วยความอิสระ ในการที่จะถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่เขามีต่อสิ่งที่รับรู้ผ่านออกมาทางสีที่สดใส และทางเส้นที่ทรงพลังและอิสระ

 

จากวิธีการเฉพาะตนนี้เองที่ทำให้ประเทืองสามารถถ่ายทอดพลังความงามที่มีอยู่ในธรรมชาติออกมาได้อย่างหลากหลาย ซึ่งวงการศิลปะในขณะนั้นได้ขนานนามผลงานในช่วงนี้ของเขาว่า "ผลงานชุดจักรวาล" เพราะแสดงเรื่องราวของสิ่งที่มีอยู่ในจักรวาล เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ฯลฯ และปรากฎการณ์ของธรรมชาติ เรื่องราวทั้งหมดนี้ประเทืองได้ค้นพบนะรรมชาติและสื่อสารออกมาสู่โลกของการสร้างสรรค์งานศิลปะ โดยผ่านกระบวนการทางอารมณ์ความรู้สึกของเขา และก่อให้เกิดงานศิลปะที่มีบุคลิกพิเศษเฉพาะตนอย่างเด่นชัด

 

หลังจากการสร้างสรรค์ผลงานชุดจักรวาลอันเป็นแนวทางสร้างสรรค์ที่เรียกว่า "ธรรมชาตินิยม" แล้ว ประเทืองก็เริ่มมุ่งเข้าสู่แนวทาง "สัญลักษณ์นิยม" หรือ "นามธรรม" มากขึ้น ด้วยการย่อยประสบการณ์ ซึ่งได้จากการเห็นและการรับรู้ออกมาเป็นรูปสัญลักษณ์ สัญลักษณ์ที่แสดงออกส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในทัศนภาพของเขา เช่น แผ่นดิน แสงแดด กระแสน้ำ ต้นไม้ ภูเขา ฯลฯ

 

ซึ่งประเทืองมองเห็นว่าธรรมชาตินั้นมีความสัมพันธ์ต่อกันและเกื้อกูลกัน เป็นความสมบูรณ์และมีคุณค่าในตัวเอง เรื่องราวของธรรมชาติเหล่านี้จะถูกย่อยและบรรจุลงในรูปทรงที่เขากำหนดขึ้น เช่น วงกลม วงรี ฯลฯ ผลงานในชุดนามธรรมของประเทืองที่สร้างสัญลักษณ์เป็นรูปทรงอิสระนั้น ยังคงเป็นผลงานศิลปะที่เขาสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา โดยมุ่งเน้นคุณค่าของพลังความงามและความมีชีวิตชีวาให้เป็นสิ่งโดดเด่นในงานของเขา และรูปแบบของงานดังกล่าวก็ยังมีผลต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะของเขาจึงถึงปัจจุบันนี้

 

ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2516 ถึง พ.ศ. 2519 ได้เกิดเหตุการณ์การเมืองที่สำคัญของไทยขึ้นสองครั้ง คือในวันที่ 14 ตุลาคม  2516 และวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย จากการปกครองในรูปแบบเผด็จการทหารมาเป็นรูปแบบประชาธิปไตย ประชาชนเริ่มได้รับเสรีภาพมากขึ้นและได้มีการแสดงออกในทางความคิดด้านต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง

 

ซึ่งรวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์วิถีทางของศิลปวัฒนธรรมด้วย ในช่วงนี้เองได้เกิดคติใหม่ในวงการศิลปะว่า ศิลปะที่แท้จริงจะต้องเป็นศิลปะเพื่อชีวิต ไม่ใช่ ศิลปะเพื่อศิลปะ อย่างที่ยึดถือกันในสมัยก่อน ๆ  เหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ส่งผลกระทบถึงแนวทางการสร้างสรรค์ศิลปะของประเทืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ งานศิลปะของประเทืองได้เปลี่ยนแนวทางสร้างสรรค์ที่หนักไปทางรูปธรรมนามธรรมมาเป็นรูปแบบสัจนิยมมากขึ้น ภาพเขียนของเขาจะสะท้อนเนื้อหาสาระในชีวิตของคนสามัญ เช่น ชาวนา คันไถ ข้าวเปลือก กระท่อม และเหตุการณ์รุนแรงอันนำไปสู่การนองเลือดในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 หรือที่เรียกกันว่า วันมหาวิปโยค ก็ได้ส่งแรงผลักดันให้ประเทืองสร้างสรรค์งานศิลปะขนาดใหญ่ขึ้นชิ้นหนึ่งที่เป็นประหนึ่งการบันทึกเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของไทยไว้ในภาพเขียน

 

เมื่อช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ผ่านพ้นไปแล้ว แนวความคิดในการสร้างสรรค์งานศิลปะของประเทืองก็ย้อนกลับไปที่ธรรมชาติอีก ทุกครั้งที่จะสร้างงานศิลปะ เขาจะเดินทางออกสู่ชนบทใช้ชีวิตอย่างสงบ อยู่ท่ามกลางธรรมชาติของไร่นาป่าเขาและทะเล เพื่อซึมซับพลังความสดของชีวิตด้วยอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งพลังแห่งชีวิตในการรับรู้ของเขาจะอุดมสมบูรณ์อยู่ในแผ่นดิน ในชีวิตแห่งพืชพันธุ์ ในแสงสว่าง ในสายน้ำ ในกระแสลมและในพื้นที่ว่างในอากาศ

 

พลังแห่งชี้วิตนี้ดำเนินร่วมไปกับฤดูกาล ดำเนินอยู่ในสายหมอกที่อ่อนโยน เปล่งประกายให้เห็นได้อย่างชัดเจนในกลีบดอกและเกสรของมวลดอกไม้ พลังนี้ดำเนินไปในเอกภาพอันสมบูรณ์ของธรรมชาติ ความรู้สึกที่ประเทืองสัมผัสรับรู้โดยตรงจากธรรมชาติได้ก่อเกิดเป็นพลังความอิสระเบิกบานในจิตใจของเขา และเขาจะถ่ายทอดความอิสระเบิกบานมีชีวิตชีวานี้ผ่านเส้นและสีที่หลั่งไหลจากความรู้สึกภายในออกมาเป็นสาระและความงามในศิลปะของเขา

 

ในช่วงนี้เองที่ประเทืองได้ประจักษ์แจ้งถึงสาระและคุณค่าที่แท้จริงของธรรมชาติที่มีต่อชีวิต การแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่ได้รับจากธรรมชาติออกมาเป็นไปอย่างอิสระมากขึ้น เขาลดกระบวนการทางความคิด ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นและเป็นชนวนความรู้สึกให้ออกมาเป็นรูปธรรมทางการงาน

โดยการถ่ายทอดความรู้สึกที่รับรู้ได้ออกมาโดยตรง ซึ่งวิธีการทำงานในแบบเฉพาะตนนี้เองได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อรูปแบบ และการแสดงออกในงานศิลปะของเขาอยู่ทุกขณะ

 

ประเทืองมีความเชื่อว่า ความดีงามที่ก่อเกิดขึ้นภายในจิตใจของมนุษย์จะเป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์ถึงสาระสัจจะแห่งความดีงามของธรรมชาติ และศิลปินจะสามารถถ่ายทอดกระแสแห่งความดีงามของธรรมชาติมาสู่การงานสร้างสรรค์ได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อเขาสละละความยึดติดและมีจิตใจที่บริสุทธิ์แจ่มใสในขณะแห่งการสร้างสรรค์งานศิลปะ

 

 


ประวัติชีวิต | งานศิลปะ | งานบทกวี | หนังสือศิลปะ |

ติดต่อ | สมุดเยี่ยมบันทึก | หน้าแรก